บทความรีวิว ลำโพงสองทาง Audiovector R1 Arreté การรันตีคุณภาพจากรางวัล Editor Choice Award 2022 จาก The Absolute Sound
ก่อนที่เราจะเข้าสู่เนื้อหารีวิวเครื่องเสียง Audiovector กับลำโพงสองทางรุ่น R1 Arreté ผู้เขียนแอบตื่นเต้นในการรีวิวครั้งนี้มาก

ก่อนที่เราจะเข้าสู่เนื้อหารีวิวเครื่องเสียง Audiovector กับลำโพงสองทางรุ่น R1 Arreté ผู้เขียนแอบตื่นเต้นในการรีวิวครั้งนี้มาก เพราะแค่ชื่อเสียงของทางแบรนด์และเทคโนโลยี Freedom Ground System ที่เคยทำให้ทีมงาน ‘รู้สึกว้าว’ ในลำโพงรุ่น R3 Arreté กันมาแล้วอย่างถ้วนหน้า ก็ทำให้เราต้องรีบนำ R1 Arreté ตัวนี้มาทำการ Audition เสียงเป็นอันดับแรก
รูปร่างหน้าตา และสเปกของเครื่อง (FIT, FINISH & SPECS)
เมื่อเราเริ่มแกะกล่องลำโพง R1 Arreté ทางแบรนด์มีการจัดแพ็คมาได้เป็นอย่างดี แต่ยังคงลักษณะดีไซน์ที่สวยหรู ดูโก้และดูสมาร์ต R1 Arreté เป็นลำโพง 2 ทาง ที่มาพร้อมกับขาตั้งเข้าคู่กัน มาพร้อมกับสายกราวด์สำหรับเชื่อมต่อเทคโนโลยี Freedom Grounding ที่อย่างที่เราทราบกันดีว่านี่คือเทคโนโลยีที่ผู้ผลิตลำโพงอื่นๆ ‘ไม่มี’ ในส่วนของไดรเวอร์ จะมี Cloth Grille หรือตาข่ายที่ทำจากผ้าบางๆทำหน้าที่ปิดครอบตัวดอกลำโพงด้วยระบบเเม่เหล็กเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้เผลอไปข่วนหน้ากรวยลำโพงให้เสียหายได้ แน่นอนว่าขณะที่เราทำการทดลองฟัง เราทำการถอด Cloth Grille ตรงนี้ออกไป เพื่อเป็นการฟังแบบเอาจริงเอาจัง วัดกันไปเลยว่าเสียงดีแค่ไหน
สำหรับลำโพงใน R-Series ในรุ่น R1 ของทาง Audiovector มี 3 เวอร์ชัน ประกอบด้วยรุ่นเริ่มต้นอย่าง R1 Signature รุ่นกลาง R1 Avantgarde และ R1 Arreté เป็นเวอร์ชันสูงสุด ในแต่ละเวอร์ชัน แม้จะหน้าตาคล้ายกัน แต่จะมีความต่างกันอยู่เล็กน้อย (ซึ่งคุณภาพเสียงก็ย่อมต่างกัน) ในรุ่น R1 Signature จะใช้ซอฟต์โดมทวีตเตอร์รุ่น R-Evotech ขณะที่ R1 Avantgarde จะพัฒนาดอกลำโพงทวีตเตอร์เป็น RMT ทวีตเตอร์แทน ดังนั้นจึงเรียกได้ว่า ความแตกต่างระหว่างรุ่นเล็กและรุ่นกลางคือเสียงในย่านแหลมและกลางสูงจะให้อรรถรสการฟังที่แตกต่างกัน แล้วในส่วนของพี่ใหญ่อย่าง R1 Arreté ต้องมีอะไรที่ล้ำไปกว่า ทวีตเตอร์แบบ RMT แน่นอน เพราะทางแบรนด์นำทวีตเตอร์แบบ RMT มาพัฒนาไปจับคู่กับเทคโนโลยีที่ชื่อว่า NCS (Natural Crystal Structure) และมาพร้อมกับระบบกราวด์ FGC (Freedom Grounding Concept)
ด้านหน้าที่สวยหรูแบบไม่ฉูดฉาด เมื่อเราข้ามไปมองทางด้านหลังของลำโพง พบว่าแผ่นเพลทที่ใช้ติดตั้งขั้วต่อลำโพงต่างๆก็คุมโทนให้มีความมินิมอลและประณีตไม่แพ้กัน ประกอบด้วยขั้วต่อลำโพง (Binding Post) 1 คู่ สำหรับการต่อแบบซิงเกิลไวร์ และมีขั้วต่อสำหรับระบบกราวด์ทางด้านล่าง ซึ่งขั้วต่อนี้มีคำว่า Freedom กำกับอยู่ สามารถใช้ต่อกับระบบกราวด์แบบพิเศษ นอกจากขั้วต่อแล้ว ยังมีท่อระบายอากาศสำหรับทวีตเตอร์และไดรเวอร์เบสอีก 2 ช่องทางด้านหลัง
แม้จะครบครันไปด้วยเทคโนโลยีชื่อย่อต่างๆมากมาย เจ้า R1 Arreté มีขนาดกะทัดรัด สัดส่วนความ สูง*กว้าง*ลึก อยู่ที่ 37*19.6*29 เซนติเมตร เป็นลำโพงแบบ 2 ทาง แบบ Bass Reflex ติดตั้งอยู่ในรูปทรงหยดน้ำตา ผนังตู้ด้านข้างจะลู่ไปทางด้านหลัง (Non-Parallel Teardrop Construction) โดย Audiovector ตั้งใจใช้การดีไซน์นี้มาช่วยลด Standing Wave หรือปัญหาคลื่นเสียงที่ก้องสะท้อนในตู้ลำโพง ประกอบกับการใช้ Front Baffle ที่มีลักษณะหน้าแคบ เป็นการลดการ Diffraction ของคลื่นสัญญาณอันไม่พึงประสงค์ และป้องกันไม่ให้เสียงเกิดการ Distortion
ไดรเวอร์และเทคนิคพิเศษเฉพาะของ R1 Arreté
ไดรเวอร์ หรือ ดอกลำโพงคือส่วนประกอบทางกลที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของคุณภาพเสียง ดังนั้นขนาดของดอกลำโพงและองค์ประกอบเล็กๆที่แต่ละผู้ผลิตทำการถักทอลงไปอย่างช่ำชอง แน่นอนว่าจะต้องส่งผลต่อเสียงที่ส่งมอบออกมา วูฟเฟอร์ คือไดรเวอร์ที่ทำหน้าที่ให้กำเนิดเสียงในความถี่ต่ำ หรือเสียงเบสอย่างที่เราคุ้นเคยกัน ในลำโพง R1 Arreté ตัววูฟเฟอร์มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 6.5 นิ้ว เท่ากับขนาดของวูฟเฟอร์ในลำโพงรุ่น R-3 Arreté ซึ่งวูฟเฟอร์ในรุ่นนี้ ทำมาจากวัสดุประเภทคาร์บอนทั้งหมดเช่นเดียวกันกับตัวทวีตเตอร์ AMT จากที่ได้บอกไว้ทางด้านหลังของลำโพงจะเจาะช่องระบายอากาศไว้ หรือเรียกว่า Port/Grill ทางด้านหลังของตัวทวีตเตอร์ จะทำหน้าที่ Dipole Firing คือ ระบายคลื่นเสียงให้ออกทางด้านหน้าและด้านหลังของกรวยลำโพง โดยมวลอากาศหลังไดรเวอร์จะสามารถไหลออกทางช่องระบายอากาศที่เจาะไว้ได้ จะทำให้โครงสร้างภายในลำโพงมีความเครียดน้อยลง เสียงในย่านความถี่สูงๆจึงมีรายละเอียดที่ดีมากขึ้น และสามารถดังกระหึ่มเข้าไปเติมพื้นที่ของห้องฟังเพลงได้อย่างเต็มอิ่มมากขึ้น การใช้ Integrator Acoustic Lens มาหุ้มบริเวณด้านหน้าทวีตเตอร์แบบ AMT เป็นความพิเศษอีกขั้นที่ทางแบรนด์ให้คำอธิบายไว้ว่า จะสามารถปรับปรุงคุณลักษณะการกระจายของเสียง (Dispersion) ทำให้เสียงไม่เกิดอาการอั้นเพราะมันจะช่วยขยายมุมกระจายเสียงให้กว้างขึ้น ทั้งยังยกระดับการตอบสนองอิมพัลส์ (Impulse Response) และเพิ่มประสิทธิภาพการนำไปเล่นควบคู่กับไดรเวอร์ระดับมิดเรนจ์ให้ประสานกันได้อย่างกลมกลืน
Audiovector ระบุว่าลำโพง R1 Arreté ตัวนี้สามารถรองรับความถี่ได้ลึกและกว้างตั้งแต่ ตั้งแต่ 38-53,000 Hz ตอบสนองความถี่ได้กว้างมาก ในเชิงที่สามารถลากเสียงทั้งทุ้มและแหลมได้แบบขึ้นสุดและลงสุดจริงๆ มีค่าความไวอยู่ที่ 87 เดซิเบล สเปกของลำโพงที่ระบุไว้สามารถบอกอะไรกับเราได้บ้าง? ถ้ามองอย่างผิวเผิน แน่นอนว่าค่าความถี่ที่ R1 Arreté มอบให้อาจจะไม่เรียกว่าสูงมากกว่าลำโพงของผู้ผลิตรายอื่นๆในวงการ แต่เขากำลังบอกอย่างกลายๆว่าในการขับลำโพงวางขาตั้งคู่นี้ ไม่จำเป็นต้องใช้แอมป์ใหญ่ๆ กำลังวัตต์ขนาดมหาศาลในการรีดประสิทธิภาพของลำโพง และอย่าลืมว่าค่าความไว (Sensibility) จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความดังของลำโพงในระดับเดซิเบลต่อการใช้แอมป์ 1 วัตต์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคุณภาพเสียง เพราะแค่ดังอย่างเดียวก็ไม่เรียกว่าจะได้เสียงที่มีคุณภาพที่ดีเสมอไปครับ Audiovector แนะนำให้เราจับคู่ R1 Arreté กับแอมป์กำลังขับที่ 200 วัตต์ อิมพิแดนซ์ปกติอยู่ที่ 8 โอห์ม โดยครอสโอเวอร์ของ R1 Arreté จะอยู่ 2,900Hz
อักษรย่อสำคัญ!…คุณลักษณะเด่นที่ทำให้ลำโพง Audiovector ไม่เหมือนใคร
ในยุคนี้ก่อนที่จะซื้อลำโพงสัก ก็ต้องอ่านสเปกลำโพงที่ระบุไว้อย่างคร่าวๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจ แนะนอนว่า เพื่อการทำความเข้าใจในตัวลำโพงรุ่นนี้และเทคโนโลยีสารพัดที่ทางวิศวกรใส่ไว้อย่างจัดเต็ม เราจะมาอธิบายแต่ละตัวอักษรย่อสำคัญๆ ที่ทำให้ลำโพงของ Audiovector พิเศษมากขึ้นจนเกินกว่าจะมองข้ามไปได้
IUC ย่อมาจาก Individual Upgrade Concept ฟีเจอร์นี้แค่ชื่อก็บอกใบ้แล้วว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถอัปเกรดลำโพงของ Audiovector ที่อยู่ในมือได้ตามใจต้องการครับ หรือเมื่อไหร่ที่เห็น Model ใหม่ๆออกมา ผู้ใช้ก็สามารถอัปเกรดเพิ่มสเปกของลำโพงให้ทันสมัยที่สุดตลอดเวลาได้ด้วยเช่นกัน
LCC ย่อมาจาก Low Compression Concept เป็นเทคนิคจำเพาะของทาง Audiovector ที่จะลดการกดการสวิงของเสียงหรือ Compression ในทุกส่วนประกอบของลำโพงตั้งแต่ตัวไดรเวอร์ไปจนถึงสายสัญญาณ ทั้งยังช่วยขจัดความร้อนสะสมในตัววัสดุออกไปได้ เมื่อแรงดันสัญญาณที่ป้อนเข้ามามีแรงกระแทกกระทั้นที่มากกว่าปกติ หรือใน Difficult Condition ใดๆก็ตามที่อาจส่งผลทำให้ลำโพงออกอาการ ‘ขับเสียงออกมาได้ไม่หมด หรือเกิดอาการอั้น’ เทคนิค LCC ที่นำมาประยุกต์ใช้ในตัวไดรเวอร์จะช่วยให้การเคลื่อนที่แบบ ‘ลูกสูบ’ ของตัวไดอะเฟรม ยังจะสามารถสะบัดตัวขยับเคลื่อนที่ขึ้นลงได้อย่างอิสระ แต่ยังมีเเรงเค้นที่มากพอไปกระแทกกับอากาศเกิดเป็นคลื่นเสียงได้อย่างมีพลัง มีไดนามิกมากขึ้นในทุกสถานการณ์ ได้เสียงที่เป็นไปตามปรัชญาการผลิตของทางแบรนด์ข้อหนึ่งที่ว่า จะต้องได้เป็นลำโพงที่ Low-Compression ไม่เกิดอาการเสียงอั้นหรือตื้ออย่างแท้จริง
SEC ย่อมาจาก Soundstage Enhancement Concept เป็นชื่อของเทคนิคในการเจาะช่องระบายอากาศทางด้านหลังของตัวไดรเวอร์ลำโพง ให้มวลอากาศพุ่งตัวออกไปทางช่องด้านหลัง นอกจากจะช่วยลดแรงดันภายในกรวยลำโพงแล้ว ยังได้มุมกระจายเสียงให้กว้างขึ้น และคลื่นเสียงยังสามารถไปกระทบกับผนังห้องย้อนกลับมาขยายให้ซาวด์สเตจแผ่กว้างมากกว่าเดิม ได้ผลลัพธ์เป็นมิติเวทีเสียงที่สมจริงและเป็นสามมิติในทุกครั้งที่ฟัง ไม่ว่าผู้ฟังจะนั่งอยู่บริเวณไหนในห้องก็ตาม
NES ย่อมาจาก No Energy Storage เป็นเทคโนโลยีที่ทางแบรนด์ Audiovector เล็งเห็นว่า ลักษณะทางกลของลำโพงคือจุดที่หลายผู้ผลิตมักมองข้ามไป ทั้งที่เป็นส่วนที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพเสียงอย่างมหาศาล NES เป็นเทคโนโลยีที่จะออกแบบจุดยึดโครงสร้างลำโพงไว้แบบ 3-Point Fixing ให้ไดรเวอร์แยกตัวออกจากโครงสร้างของตัวตู้ลำโพง เพื่อให้ไดรเวอร์เป็นอิสระจากการรองรับน้ำหนักของตัวตู้ได้อย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้การตอบสนองทรานเชียนต์แบบฉับพลัน (Transient Response) เป็นไปอย่างรวดเร็ว ให้เสียงที่สมจริง ได้ซาวด์สเตจที่กว้างและทรงพลัง
โดยลำโพงรุ่น R1 ในทุกเวอร์ชันจะมาพร้อมกับเทคโนโลยีข้างต้นที่อธิบายไว้ แต่ในลำโพงรุ่น R1 Arreté จะมีความพิเศษมากกว่ารุ่อื่นในซีรีส์เดียวกันตรงที่ เขาจะมาพร้อมกับระบบกราวด์พิเศษ Freedom Grounding Concept (FGC) และ เทคโนโลยีที่ชื่อว่า NCS หรือ Natural Crystal Structure
ระบบกราวด์พิเศษ FGC ที่ถือว่าเป็น Signature สำคัญของ Audiovector ถ้าจะอธิบายโดยสังเขปก็คือ ลำโพงในรุ่น R-Series ทั้งหลายจะมีขั้วต่อกราวด์ที่แยกออกมาต่างหาก ผ่านทาง Terminal ทางด้านหลังที่อยู่ใต้ขั้วต่อลำโพง (มีตัวหนังสือเขียนกำกับคำว่า Freedom เอาไว้) เป็นการออกแบบที่ขึ้นชื่อว่า “ปฏิวัติระบบกราวด์ในวงการอย่างแท้จริง” เป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบมาในการลด Distortion ที่เกิดจากการเหนี่ยวนำจากกระเเสไฟฟ้าอ่อนๆที่ตกค้างในโครงสร้างโลหะของไดรเวอร์ได้อย่างหมดจรด ให้กระเเสไฟฟ้านั้นไหลออกไปจากระบบผ่านออกทางขั้วต่อกราวน์ที่ยึดไว้บริเวณกำแพง หรือ Main Distributor ต่างหาก
NCS คืออีกหนึ่งเทคโนโลยีที่จะพบเห็นลำโพง R-Series ในรุ่น Arreté เท่านั้น เป็นเทคโนโลยีที่นำส่วนประกอบของลำโพงไปทำการเเช่เยือกแข็งด้วยการไครโอเจนพิเศษในอุณหภูมิต่ำกว่า -238 องศาเซลเซียส เพื่อให้โมเลกุลของโลหะประเภททองแดง เกิดการจัดเรียงตัวใหม่ให้เข้าใกล้กับการเรียงตัวตามธรรมชาติของโลหะประเภทนี้มากที่สุด เพื่อได้ค่าความบริสุทธิ์ที่สูงที่สุด ถามว่าทำไมต้องคิดค้นอะไรมาให้วุ่นวายหลายตลบมากขนาดนี้ เหตุผลง่ายๆก็คือ เมื่อแรงต้านทานลดลง ความกระจ่างใสของเสียงก็จะมากขึ้น สามารถเก็บทุกรายละเอียดปลีกย่อยของเสียงออกมาได้ครบถ้วน
คุณภาพเสียงจาก Audiovector รุ่น R1 Arreté ที่คุณจะได้รับ...
เมื่อได้ทดลองฟัง ในด้านของเวทีเสียง R1 Arreté ทำออกมาได้อย่างสมจริง เห็นเป็นสามมิติอย่างชัดเจนในทุกด้านของความกว้าง / ความลึก /ความสูง เเม้จุดในการ Setting ของลำโพงตัวนี้ จะมีระยะห่างออกจากผนังห้องออกมาประมาณแค่ 1 เมตรเท่านั้น แต่ Stereo Image ที่ได้กลับแผ่ขยายทิ้งตัวไปทั่วทุกมุมห้องอย่างสวยงาม เกินหน้าเกินตาขนาดกะทัดรัดของลำโพงไปมากๆ โดยความเป็นสามมิติของเวทีเสียงที่แค่ระยะ 1 เมตรจากผนังด้านหลังก็สวยงามมากๆแล้วนั้น หากอยากจะยกระดับรูปทรงขององค์ประกอบเครื่องดนตรีให้สวยงามขึ้นไปอีกขั้น ขอแนะนำให้ Setting เจ้า R1 Arreté ให้ห่างออกจากผนังห้องทางด้านหลังมากขึ้นอีกสักนิดนะครับ แต่หากสัดส่วนและสภาพอะคูสติกในห้องฟังของทุกท่านเหมาะแรกที่เราพูดถึง ก็ได้ความโปร่งใสของเวทีเสียงที่ดีเช่นกัน จะบอกว่าเสียงดีหรือไม่ดีจากการฟังจากลำโพงตัวเดียวแบบไม่มีตัวชี้วัดอื่นๆมาทำการเปรียบเทียบ ก็จะเป็นงานที่หินและเป็นนามธรรมจนเกินไป โดยปกติแล้วในห้องฟังเพลงของเราจะใช้งานลำโพงสัญชาติเช็กที่มีกลิ่นอายสไตล์อิตาลีอย่าง Xavian Perlas เป็นตัวยืนพื้นหลัก ดังนั้นในวันนี้ที่เราเลือก R1 Arreté มาทดลองฟัง พบว่าเสียงจาก R1 Arreté จะแผ่กว้างมากกว่า ลากหางเสียงออกมาได้ยาว หยดย้อย ให้จินตภาพของเสียงออกมาได้ดี ด้วย Images ของเสียงที่ฟังแล้วรู้ชัดว่าเป็นเสียงเครื่องดนตรีอะไรได้ชัดเจนกว่าเดิม แต่ยังได้ขนาดของ Images ที่น้อยกว่าเสียงจากลำโพงสัญชาติฝรั่งเศสรูปลักษณ์สุด Avant Garde อย่าง Diptique dp77 อยู่เล็กน้อย โดยลำโพง dp77 เป็นลำโพงที่ใช้ระบบ Isodynamic ที่ขึ้นชื่อเรื่องการสร้าง Image ของเสียงที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว ดังนั้นหากนำ R1 Arreté มาเทียบกับลำโพงขนาดเท่าๆกัน ถือว่าระดับขนาดของ Image ทำได้ดีกว่าลำโพงขนาดเล็กของผู้ผลิตอื่นอยู่หลายเท่า เห็นชัด (ในมโนภาพ) และให้ความรู้สึกว่าขนาดของชิ้นดนตรีที่ได้ฟังทัดเทียมกับเครื่องดนตรีจริงๆ
ไม่ใช่แค่เรื่องของ Image เสียงเท่านั้น ที่ R1 Arreté สามารถไล่ระดับออกมาได้ เมื่อเราหยิบอัลบั้ม Soundtrack ประกอบภาพยนตร์เรื่อง Tron Legacy ของ Daft Punk มาฟังพบว่าเนื้อเสียงที่กระหึ่มออกมา ‘ยิ่งใหญ่’ ด้วยความกระจ่างใสแบบสุดโต่ง ทำให้ผมสามารถรับรู้ได้ถึงทัศนียภาพของเสียงโดยรอบ (Soundscapes) เพราะเขาสามารถนำเสนอมวลแอมเบียนซ์ที่ซ่อนอยู่ในการบันทึกเสียงนี้ออกมาได้ครบองคาพยพ เรารับรู้ได้ถึงบรรยากาศในห้องอัดได้อย่างชัดเจน สัมผัสถึงเสียงต่างๆ Textures ความสัมพันธ์ระหว่างเสียงประสานและทำนองที่นำมารวมกันจนเกิดเป็นพื้นผิวสัมผัสทางดนตรี ตาม Rhythm ที่รายล้อมอยู่ในดนตรีได้เป็นอย่างดี ใน Soundtrack ของTron ผู้ฟังจะสัมผัส Orchestral Theme ได้เต็มรสชาติ และน่าสนใจตรงที่ลำโพงขนาดเล็กแบบวางบนขาตั้งอย่าง R1 Arreté ตัวนี้ สามารถเก็บรายละเอียดของฮาร์มอนิกส์ที่ซับซ้อนในเครื่องดนตรีหลายสิบชิ้นตามวิถีของดนตรีแนวออเครสตรา มาถ่ายทอดเป็นน้ำเสียงที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก สามารถควบคุมไดนามิกของเสียงได้ชัดถ้อยชัดคำแบบไม่มีจุดไหนที่ ‘พร่อง’ เลย
ในแง่ของเวทีเสียงที่แผ่กว้างขัดกับขนาดที่ไม่ใหญ่โตมากนักของเจ้า R1 Arreté ต้องยอมรับว่าการนำเทคโนโลยี SEC (Sound Enhancement Concept) มาประกอบใช้ ช่วยในเรื่องของ Stereo Images ของดนตรีมากๆ ช่วยให้โฟกัสของเสียงคมชัด และที่สำคัญแผ่กว้างเข้าไปเติมเต็มทุกจุดในห้องที่เรากำลังฟังอยู่ ให้จินตภาพของ Stereo Image ออกมาดีแบบเสมอต้นเสมอปลาย
ในย่านของการตอบสนองความถี่ต่ำ เมื่อเราเปิดอัลบั้ม Army of Mushroom ของ Infected Mushroom ที่ระอุไปด้วยดนตรีสไตล์อิเล็กทรอนิกส์พร้อมเบสเป็นลูกๆ ดังตุ๊บๆสะใจ มาเปิดฟังในห้องที่มีการแดมปิ้งแล้วอย่างดี ลำโพง R1 Arreté สามารถตอบสนองเสียงเบสได้ยอดเยี่ยมมากๆ โดยปกติแล้วลำโพงแบบ Bass Reflex ในผู้ผลิตรายอื่นๆ มักส่งเสียงเบสออกแนวโมโนโทนออกมา แยกแยะรายละเอียดของช่วงเสียงเบสแต่ละชิ้นได้ไม่ครบ แต่ในการทดลองฟังกับ R1 Arreté ในครั้งนี้ เสียงเบสไม่เข้าใกล้คำว่า ‘โมโนโทน’ เลยแม้แต่น้อย ให้เสียงเบสเต้นเร่าๆ กระแทกหูแบบเร้าใจ ด้วยน้ำหนักและแรงปะทะแบบมีทรวดทรงงดงาม
ในด้านอรรถรสของเสียง ข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่เรามีต่อ R1 Arreté คือ น้ำเสียงที่เขาส่งมอบออกมา จะให้เสียงแหลมที่กว้าง สะบัดปลายเสียงออกมาเป็นประกายระยิบระยับแบบไม่กั๊ก ข้อดีของคาแรกเตอร์เสียงแบบนี้คือ ทุกครั้งที่คุณฟังเพลงผ่าน R1 Arreté เขาพร้อมจะส่งมอบประสบการณ์การฟังที่ทำให้คุณนั่งไม่ติดเก้าอี้อยู่ตลอดเวลา ทำให้คุณตื่นเต้น และรู้สึกเซอร์ไพรส์ในทุกหมัดเด็ดที่เขาซ่อนไว้ภายใต้โทนเสียงที่ส่งมอบได้อยู่เสมอ ดึงให้ผู้ฟังดำดิ่งเข้าไปในห้วงอารมณ์ของดนตรีในทุกๆบทเพลงได้ราวกับกำลังต้องมนต์ ดังนั้นข้อสังเกตของคาแรกเตอร์เสียงส่วนนี้ จึงอาจไม่ถูกใจนักฟังเพลงสไตล์ Audio Purist ทั้งหลายที่เน้นใช้หูคอยจับสังเกตให้รู้ลึกไปในแต่ละจุดของดนตรีจริงๆ เป็นการฟังแบบยังต้องคงสติและสมาธิขั้นสูงไม่เน้นการเคลิ้มหลงไปตามมนต์สะกดของเพลง ด้วยประการฉะนั้น จึงอาจจะสรุปได้อย่างสั้นๆว่า ลำโพง R1 Arreté ของ Audiovector ตัวนี้ เหมาะสมกับนักฟังเพลงที่พร้อมจะกระโจนลงไปในทุกห้วงอารมณ์ของเพลง พร้อมดื่มด่ำไปในทุกห้วงทำนอง และหากคุณคือนักฟังเพลงที่กล้าพูดได้เต็มปากว่า ‘รักในเสียงดนตรี’ เราก็กล้าบอกได้ว่า R1 Arreté ตัวนี้ ‘เกิดมาเพื่อคุณ’
บทสรุป คุณภาพ ความคุ้มค่าและสิ่งที่จะได้รับจาก Audiovector R1 Arreté
เทคโนโลยีทันสมัย และระบบเครื่องเสียงทรงพลังทุกอย่างที่ประกอบอยู่ในลำโพง R1 Arreté เป็นระบบเครื่องเสียงในระดับเวิลด์คลาส ที่พร้อมส่งมอบประสบการณ์การฟังเพลงในระดับที่เหนือชั้นในรูปลักษณ์ที่สวยงาม ด้วยราคาที่ถือว่า เป็นระดับที่ยังเอื้อมถึงสำหรับนักฟังเพลงที่รักในเสียงเพลงจริงๆ ยิ่งในโลกเครื่องเสียงปัจจุบันนี้ มีเครื่องเสียงใหม่ๆเปิดตัวพร้อมคำเคลมที่ว่า สามารถส่งมอบเสียงที่ดีและแม่นยำด้วยเทคโนโลยีสารพัดอยู่ตลอดเป็นประจำทุกวัน หากผู้ฟังกำลังมองหาลำโพงดีๆสักคู่ ที่สามารถทะยานตัวขึ้นสู่การเป็นเครื่องในระดับ Reference ในการชี้วัดไปเลยว่า เครื่องเสียงเหล่านี้ ดีไม่ดีตรงจุดไหน ความแผ่กว้างของซาวด์สเตจ และน้ำเสียงที่ ‘หลุดตู้’ ราวกับผู้ฟังกำลังนั่งอยู่ในห้องอัดหรือฮอลล์การแสดงสดจริงๆของลำโพงตัวนี้ น่าจะช่วยยืนยันว่า R1 Arreté สมควรค่าในการเป็นเครื่อง Reference ได้อย่างดี และเชื่อว่ามันจะสามารถทำหน้าที่นี้ได้อย่างภาคภูมิ